รักษาหูด มหาสารคาม หูดคืออะไร รักษาอย่างไรให้หายขาด โดยแพทย์เฉพาะทางผิวหนัง คริสตัลคลินิก
July 18, 2026 5:08 pm
โรคหูด (Warts) ปัญหาผิวหนังที่หลายคนอาจเคยมองข้าม
สำหรับชาวมหาสารคามและจังหวัดใกล้เคียงในภาคอีสานที่กำลังเผชิญกับปัญหานี้ คริสตัลคลินิก มหาสารคาม ศูนย์เลเซอร์โรคผิวหนัง ดำเนินการวินิจฉัยและรักษาโดย ทีมแพทย์เฉพาะทางผิวหนัง บทความนี้จะพาทุกท่านไปเจาะลึกถึงสาเหตุว่าหูดคืออะไร อาการที่ควรระวัง การแยกโรคหูดออกจากตาปลา ไปจนวิธีการรักษาที่ได้รับการยอมรับในวงการแพทย์ระดับสากล เพื่อคืนผิวที่เรียบเนียนและสุขภาพดีให้กับคุณ
หูด (Warts) คืออะไร? ทำความรู้จักกับโรคผิวหนังที่เกิดจากเชื้อไวรัส
หูด (Warts หรือ Verrucae) คือ โรคผิวหนังชนิดหนึ่งที่เกิดจากการติดเชื้อไวรัส Human Papillomavirus (HPV) ซึ่งเป็นไวรัสที่มีมากกว่า 150 สายพันธุ์ เชื้อไวรัสชนิดนี้จะเข้าไปกระตุ้นให้เซลล์ผิวหนังชั้นนอกสุด (Epidermis) เกิดการเจริญเติบโต แบ่งตัวอย่างรวดเร็วผิดปกติ จนก่อตัวเป็นตุ่มนูน แผ่นหนา หรือก้อนผิวหนังที่มีลักษณะหยาบ แข็ง และมักมีรากหูดอยู่ลึกลงไปในชั้นผิว
หูดสามารถเกิดขึ้นได้กับทุกเพศทุกวัย และสามารถเกิดได้ในทุกส่วนของร่างกาย ไม่ว่าจะเป็น นิ้วมือ ฝ่ามือ ฝ่าเท้า ใบหน้า ลำคอ หรือแม้กระทั่งบริเวณอวัยวะเพศ โดยรูปร่างและลักษณะของหูดจะแตกต่างกันออกไปตามสายพันธุ์ของเชื้อไวรัส HPV ที่ได้รับ และบริเวณของร่างกายที่เกิดการติดเชื้อ
ไวรัส HPV (Human Papillomavirus) ตัวการสำคัญของโรคหูด
เชื้อ HPV ที่ก่อให้เกิดโรคหูดตามผิวหนังทั่วไป (Cutaneous Warts) มักจะเป็นสายพันธุ์ที่ไม่มีความเสี่ยงในการก่อมะเร็ง (Low-risk HPV) เช่น สายพันธุ์ 1, 2, 3, 4, 27 และ 57 ซึ่งแตกต่างจากเชื้อ HPV สายพันธุ์ที่ก่อให้เกิดมะเร็งปากมดลูก (High-risk HPV เช่น 16, 18) อย่างไรก็ตาม หูดบริเวณอวัยวะเพศ (Genital Warts) มักเกิดจากเชื้อ HPV สายพันธุ์ 6 และ 11 ซึ่งถือเป็นโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์ที่ต้องรับการรักษาอย่างถูกต้อง
หูดติดต่อได้อย่างไร? ปัจจัยเสี่ยงที่ควรระวัง
หลายคนมักมีคำถามว่า “หูดติดต่อได้ไหม?” คำตอบทางการแพทย์คือ “ติดต่อได้และแพร่กระจายได้ง่ายมาก” การติดเชื้อไวรัส HPV ที่ผิวหนังมักเกิดขึ้นผ่านกลไกต่อไปนี้
การสัมผัสโดยตรง (Direct Contact)
การสัมผัสผิวหนังบริเวณที่เป็นหูดของผู้อื่นโดยตรง หรือการสัมผัสหูดของตนเองแล้วไปจับผิวหนังบริเวณอื่น (Autoinoculation)
การสัมผัสทางอ้อม (Indirect Contact)
การสัมผัสสิ่งของเครื่องใช้ที่มีเชื้อไวรัสปนเปื้อนอยู่ เช่น การใช้ผ้าเช็ดตัวร่วมกัน การใส่รองเท้าหรือถุงเท้าร่วมกับผู้ที่เป็นหูดที่เท้า หรือการเดินเท้าเปล่าในพื้นที่สาธารณะที่มีความชื้น เช่น สระว่ายน้ำ ห้องน้ำรวม หรือฟิตเนส
รอยถลอกและบาดแผล (Skin Barrier Disruption)
ไวรัส HPV ไม่สามารถเจาะผ่านผิวหนังที่สมบูรณ์แข็งแรงได้ แต่มักจะแทรกซึมเข้าสู่ชั้นผิวหนังผ่านรอยถลอกเล็กๆ รอยขีดข่วน บาดแผล หรือบริเวณที่ผิวหนังเปื่อยยุ่ยจากการโดนน้ำนานๆ
กลุ่มเสี่ยงที่ติดเชื้อหูดได้ง่ายกว่าปกติ
เด็กและวัยรุ่น
เป็นกลุ่มที่พบการติดเชื้อหูดได้บ่อยที่สุด เนื่องจากระบบภูมิคุ้มกันต่อเชื้อ HPV ยังพัฒนาไม่เต็มที่ และมักมีพฤติกรรมสัมผัสสิ่งของร่วมกันในโรงเรียน
ผู้ที่มีระบบภูมิคุ้มกันอ่อนแอ
เช่น ผู้ป่วยโรค HIV/AIDS, ผู้ที่ได้รับยากดภูมิคุ้มกันหลังการปลูกถ่ายอวัยวะ หรือผู้ที่พักผ่อนไม่เพียงพอเรื้อรัง
ผู้ที่กัดเล็บมือ
การกัดเล็บหรือดึงจมูกเล็บจะสร้างบาดแผลเล็กๆ รอบเล็บ ทำให้ไวรัสเข้าสู่ผิวหนังได้ง่าย เกิดเป็นหูดรอบเล็บ (Periungual Warts)
ผู้ที่มีเหงื่อออกที่เท้ามาก
ความชื้นทำให้ผิวหนังที่เท้าเปื่อยยุ่ยและเป็นช่องทางให้เชื้อไวรัสแทรกซึมได้ง่าย (Plantar Warts)
หมดความกังวลใจเรื่องโรคผิวหนัง
ปรึกษาทีมแพทย์เฉพาะทางผิวหนัง
ชนิดของหูดที่พบได้บ่อย แบ่งตามลักษณะและตำแหน่ง
การจำแนกชนิดของหูดมีความสำคัญอย่างยิ่งต่อการวางแผนการรักษา โดยแพทย์เฉพาะทางผิวหนังจะทำการประเมินลักษณะของรอยโรค ซึ่งสามารถแบ่งออกได้เป็น 5 ชนิดหลักๆ ดังนี้

1. หูดธรรมดา (Common Warts / Verruca Vulgaris)
เป็นชนิดที่พบได้บ่อยที่สุด มักเกิดบริเวณนิ้วมือ หลังมือ ข้อศอก หรือหัวเข่า ลักษณะเป็นตุ่มนูนแข็ง ผิวขรุขระ คล้ายดอกกะหล่ำปลี มีสีเดียวกับผิวหนัง สีเทา หรือสีน้ำตาล บางครั้งหากสังเกตใกล้ๆ จะเห็นจุดสีดำเล็กๆ อยู่ตรงกลาง ซึ่งไม่ใช่ "รากหูด" อย่างที่หลายคนเข้าใจผิด แต่เป็นเส้นเลือดฝอยที่อุดตัน (Thrombosed capillaries) ที่มาหล่อเลี้ยงเซลล์หูด

2. หูดฝ่าเท้า (Plantar Warts / Verruca Plantaris)
พบที่บริเวณฝ่าเท้า ส้นเท้า หรือเนินปลายเท้า ลักษณะแตกต่างจากหูดทั่วไปคือ มักจะไม่นูนปูดขึ้นมา แต่จะเป็นแผ่นหนาฝังลึกลงไปในผิวหนัง เนื่องจากถูกกดทับด้วยน้ำหนักตัวขณะเดินหรือยืน หูดชนิดนี้มักสร้างความเจ็บปวดอย่างมากเวลาลงน้ำหนัก คล้ายมีก้อนกรวดอยู่ในรองเท้าตลอดเวลา

3. หูดชนิดแบน (Flat Warts / Verruca Plana)
มีลักษณะเป็นตุ่มนูนเพียงเล็กน้อย ผิวเรียบ ขนาดเล็กประมาณ 1-5 มิลลิเมตร มักมีสีเนื้อ สีชมพู หรือสีเหลืองอ่อน มักเกิดขึ้นทีละหลายๆ ตุ่ม (อาจถึง 20-100 ตุ่ม) พบมากบริเวณใบหน้า หลังมือ และหน้าแข้ง หูดชนิดนี้มักแพร่กระจายอย่างรวดเร็วจากการรอยขีดข่วน หรือการโกนหนวด โกนขนหน้าแข้ง

4. หูดรอบเล็บและใต้เล็บ (Periungual and Subungual Warts)
เกิดขึ้นบริเวณขอบเล็บมือหรือเล็บเท้า มักพบในผู้ที่มีพฤติกรรมชอบกัดเล็บหรือดูดนิ้ว ลักษณะเป็นแผ่นหยาบๆ คล้ายรอยด้านที่ขยายตัวรอบเล็บ หูดชนิดนี้รักษายากและอาจทำให้เล็บเสียรูปทรงหรือหลุดลอกได้หากเชื้อลุกลามไปใต้ฐานเล็บ

5. หูดหงอนไก่ หรือ หูดอวัยวะเพศ (Genital Warts / Condyloma Acuminata)
ถือเป็นโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์ เกิดจากเชื้อ HPV ที่ติดต่อผ่านการสัมผัสทางผิวหนังระหว่างการมีเพศสัมพันธ์ ลักษณะเป็นติ่งเนื้อนุ่มๆ สีชมพูหรือสีเนื้อ คล้ายหงอนไก่ พบได้บริเวณอวัยวะเพศ ขาหนีบ และทวารหนัก จำเป็นต้องได้รับการรักษาโดยแพทย์เฉพาะทางอย่างเร่งด่วน
ข้อควรระวัง: หูด แตกต่างจาก ตาปลา (Corns/Calluses) อย่างไร?
หลายคนมักสับสนระหว่าง “หูดที่ฝ่าเท้า” กับ “ตาปลา” ซึ่งมีวิธีการรักษาที่แตกต่างกันโดยสิ้นเชิง หากรักษาผิดวิธีอาจทำให้โรคลุกลามได้ วิธีสังเกตความแตกต่างเบื้องต้นคือ
สาเหตุ
หูดเกิดจากเชื้อไวรัส HPV ติดต่อได้ แต่ตาปลาเกิดจากการเสียดสีหรือแรงกดทับซ้ำๆ (เช่น ใส่รองเท้าคับ) ไม่ใช่โรคติดต่อ
ลักษณะผิว
หูดมักมีจุดสีดำเล็กๆ (เส้นเลือดอุดตัน) อยู่ภายใน และเมื่อบีบด้านข้างจะรู้สึกเจ็บปวดมาก ในขณะที่ตาปลาจะเป็นเพียงหนังด้านหนาๆ ลายเส้นผิวหนังยังคงต่อเนื่องกัน และมักจะเจ็บเมื่อกดทับลงไปตรงๆ
การรักษา
ตาปลาสามารถรักษาได้โดยการเปลี่ยนรองเท้าและการตัดหนังด้านออก แต่หูดต้องอาศัยการทำลายเซลล์ที่ติดเชื้อไวรัส หากนำมีดไปแคะหูดเอง จะทำให้เลือดออกและเชื้อไวรัสแพร่กระจายกว้างขึ้น
วิธีการรักษาหูดทางการแพทย์ (How to Treat Warts)
การรักษาหูดมีจุดประสงค์เพื่อทำลายเซลล์ผิวหนังที่ติดเชื้อไวรัส ควบคู่ไปกับการกระตุ้นระบบภูมิคุ้มกันของร่างกายให้จัดการกับเชื้อไวรัสที่เหลืออยู่ ปัจจุบันยังไม่มียารับประทานที่ฆ่าเชื้อไวรัส HPV ที่ก่อให้เกิดหูดได้อย่างจำเพาะเจาะจง การรักษาจึงเน้นไปที่การทำลายรอยโรคเฉพาะที่ (Local Treatment) ที่ คริสตัลคลินิก มหาสารคาม เรามีทีมแพทย์เฉพาะทางผิวหนัง ที่พร้อมประเมินและเลือกวิธีการรักษาที่เหมาะสมที่สุดสำหรับคนไข้แต่ละราย โดยพิจารณาจาก ขนาด ตำแหน่ง ชนิดของหูด และความทนทานต่อความเจ็บปวดของผู้ป่วย โดยวิธีที่เป็นมาตรฐานสากล

1. การรักษาด้วยยาทา (Topical Treatments)
เหมาะสำหรับหูดที่มีขนาดเล็ก หรือหูดชนิดแบน ตัวยาที่แพทย์ผิวหนังนิยมใช้มักจะมีส่วนผสมของ กรดซาลิไซลิก (Salicylic Acid) ในความเข้มข้นที่เหมาะสม กลไกของยาคือการลอกเซลล์ผิวหนังชั้นนอกที่ติดเชื้อไวรัส (Keratolytic effect) ให้หลุดลอกออกทีละชั้น
- ข้อดี: ไม่เจ็บตัวมาก สามารถนำยาไปทาเองที่บ้านได้ตามคำแนะนำของแพทย์
- ข้อเสีย: ต้องใช้เวลาในการรักษานาน (หลายสัปดาห์ถึงหลายเดือน) และต้องมีวินัยในการทายาอย่างสม่ำเสมอ ห้ามซื้อยามาแต้มเองหากไม่แน่ใจว่าเป็นหูด เพราะกรดอาจทำลายผิวหนังปกติอย่างรุนแรง

2. การจี้ด้วยความเย็น (Cryotherapy / Liquid Nitrogen)
เป็นวิธีมาตรฐานที่ได้รับความนิยมสูงและมีประสิทธิภาพดีมาก แพทย์จะใช้ ไนโตรเจนเหลว (Liquid Nitrogen) ซึ่งมีอุณหภูมิเย็นจัดถึง -196 องศาเซลเซียส พ่นหรือแต้มลงไปที่หูด ความเย็นจัดจะทำให้ของเหลวในเซลล์ที่ติดเชื้อกลายเป็นน้ำแข็ง (Intracellular ice formation) ส่งผลให้เซลล์ถูกทำลายและเกิดเป็นตุ่มพอง (Blister) ภายใต้หูด หลังจากนั้นประมาณ 1-2 สัปดาห์ เนื้อเยื่อหูดจะค่อยๆ แห้งและหลุดลอกออกไป
- ข้อดี: รวดเร็ว มีประสิทธิภาพสูง เหมาะกับหูดธรรมดาและหูดที่ฝ่าเท้า
- ข้อเสีย: อาจมีความรู้สึกปวดแสบขณะทำ และอาจต้องกลับมาจี้ซ้ำ 2-4 ครั้ง ขึ้นอยู่กับความลึกและขนาดของรากหูด

3. การจี้ด้วยไฟฟ้า (Electrosurgery / Electrocautery)
แพทย์จะใช้กระแสไฟฟ้าความถี่สูงผ่านหัวเข็มเล็กๆ ไปจี้ทำลายเนื้อเยื่อหูดและเส้นเลือดที่มาหล่อเลี้ยงหูดให้ไหม้และตายไป มักทำร่วมกับการขูดเอาเนื้อหูดออก (Curettage) ก่อนทำแพทย์จะฉีดยาชาเฉพาะที่ให้คนไข้ จึงไม่รู้สึกเจ็บขณะทำการรักษา
- ข้อดี: สามารถเอาเนื้อหูดออกได้หมดในครั้งเดียว เหมาะสำหรับหูดที่นูนหนา หรือหูดที่รักษาด้วยวิธีอื่นแล้วไม่หาย
- ข้อเสีย: หลังทำจะมีแผลที่ต้องดูแลอย่างระมัดระวังเพื่อป้องกันการติดเชื้อแบคทีเรียแทรกซ้อน และอาจเสี่ยงต่อการเกิดแผลเป็น (Scarring) ได้เล็กน้อย
ทำไมต้องรักษาหูด ที่ คริสตัลคลินิก มหาสารคาม?
การรักษาหูดไม่ใช่แค่การดึงหรือตัดก้อนเนื้อทิ้งไป แต่ต้องอาศัยความเชี่ยวชาญเพื่อกำจัดรากหูดให้หมดและป้องกันการเกิดซ้ำ ซึ่งเป็นปัญหาที่พบบ่อยที่สุด นี่คือเหตุผลที่คุณควรเลือกดูแลปัญหาผิวหนังที่ คริสตัลคลินิก มหาสารคาม

ดูแลโดยทีมแพทย์เฉพาะทางผิวหนัง
ให้การตรวจวินิจฉัยที่แม่นยำ แยกแยะโรคหูดออกจากโรคผิวหนังชนิดอื่น (เช่น ตาปลา ติ่งเนื้อ หรือมะเร็งผิวหนัง) ได้อย่างถูกต้อง พร้อมวางแผนการรักษาตามหลักวิชาการแพทย์

เครื่องมือและสถานที่ได้มาตรฐาน
คริสตัลคลินิก ได้รับใบอนุญาตสถานพยาบาลอย่างถูกต้อง (เลขที่ใบอนุญาต 44102000154) เพียบพร้อมด้วยเทคโนโลยีศูนย์เลเซอร์ และอุปกรณ์ที่ผ่านการทำให้ปราศจากเชื้อ (Sterilization) ตามมาตรฐานโรงพยาบาล มั่นใจในความสะอาด ปลอดภัย ไม่เสี่ยงติดเชื้อแทรกซ้อน

ครอบคลุมทุกปัญหาผิวหนัง
นอกจากเรื่องความงามแล้ว เราคือ "คลินิกเฉพาะทางโรคผิวหนัง" ที่รับดูแลรักษาปัญหาผิวพรรณเชิงลึกอย่างแท้จริง ทั้งโรคสะเก็ดเงิน แผลเป็นนูน ผ่าตัดคีลอยด์ และการผ่าตัดเล็กต่างๆ

ความใส่ใจและจรรยาบรรณแพทย์
เราคำนึงถึงประโยชน์สูงสุดของผู้รับบริการเป็นหลัก เน้นการอธิบายให้คนไข้เข้าใจถึงโรค วิธีการดูแลแผลหลังทำอย่างใกล้ชิด และไม่มีการยัดเยียดการรักษาที่ไม่จำเป็น
หมดความกังวลใจเรื่องโรคผิวหนัง
ปรึกษาทีมแพทย์เฉพาะทางผิวหนัง
วิธีป้องกันการติดเชื้อหูด และการดูแลตัวเองไม่ให้กลับมาเป็นซ้ำ
ไม่แคะ แกะ เกา หรือใช้กรรไกรตัดเล็บตัดหูดเอง
เพราะจะทำให้เลือดออกและเชื้อไวรัสแพร่กระจายไปยังผิวหนังบริเวณอื่น
รักษาความสะอาดของมือและเท้า
ล้างมือให้สะอาดด้วยสบู่ หากมีบาดแผลควรปิดพลาสเตอร์ให้มิดชิด
หลีกเลี่ยงการเดินเท้าเปล่า
ในที่สาธารณะ เช่น สระว่ายน้ำ ห้องอาบน้ำรวม ควรใส่รองเท้าแตะเสมอ
ไม่ใช้ของใช้ส่วนตัวร่วมกับผู้อื่น
เช่น ผ้าเช็ดตัว รองเท้า ถุงเท้า กรรไกรตัดเล็บ หรือมีดโกนหนวด
เสริมสร้างภูมิคุ้มกันให้แข็งแรง
รับประทานอาหารที่มีประโยชน์ พักผ่อนให้เพียงพอ และออกกำลังกายสม่ำเสมอ เพื่อให้ร่างกายมีภูมิต้านทานต่อเชื้อไวรัส
10 คำถามที่พบบ่อย (Q&A) เกี่ยวกับการรักษาหูด
หูดบางชนิดสามารถยุบและหายไปได้เองหากระบบภูมิคุ้มกันของร่างกายแข็งแรงพอ แต่มักใช้เวลานานมาก (1-2 ปี) ในระหว่างนั้นหูดอาจขยายขนาด แพร่กระจาย หรือติดต่อไปยังคนอื่นได้ แพทย์ผิวหนังจึงแนะนำให้ทำการรักษาตั้งแต่เนิ่นๆ ครับ
วิธีการทางเลือกเหล่านี้อาศัยความเป็นกรดอ่อนๆ ในการกัดผิวหนัง ซึ่งอาจทำให้ผิวหนังลอกได้บ้าง แต่มักไม่สามารถทำลายรากหูดที่อยู่ลึกได้หมด และเสี่ยงต่อการเกิดผิวหนังอักเสบ บวม แดง แผลติดเชื้อ หรือรอยดำฝังลึก จึงไม่แนะนำให้ทำเองครับ
ขณะที่จี้ไนโตรเจนเหลว คนไข้จะรู้สึกเย็นจัดจนรู้สึกปวดแสบปวดร้อนบริเวณที่จี้ คล้ายโดนน้ำแข็งกัด ความเจ็บปวดอยู่ในระดับที่ทนได้และจะค่อยๆ ดีขึ้นหลังทำเสร็จครับ
การจี้ด้วยความเย็นเป็นการรักษาที่ปลอดภัยต่อโครงสร้างชั้นผิวหนังแท้ โอกาสเกิดแผลเป็นแบบคีลอยด์น้อยมาก แต่อาจเกิดรอยด่างสีขาว (Hypopigmentation) หรือรอยคล้ำ (Hyperpigmentation) ชั่วคราว ซึ่งจะค่อยๆ กลืนไปกับสีผิวปกติในที่สุด
ขึ้นอยู่กับขนาดและความลึกของหูดครับ หากเป็นหูดเม็ดเล็กและตื้นอาจหลุดหมดในครั้งเดียว แต่หากหูดมีขนาดใหญ่ หรือเป็นหูดที่ฝ่าเท้าซึ่งมีรากลึก อาจต้องกลับมาจี้ซ้ำ 2-5 ครั้ง (ห่างกันทุกๆ 2-4 สัปดาห์) เพื่อกำจัดเชื้อให้หมดจด
สามารถทำได้ครับ แต่หูดที่ฝ่าเท้ามักถูกกดทับจนแผ่นหนา หากจี้ไฟฟ้าแพทย์จะต้องขูดหรือตัดเอาเนื้อหูดออกก่อน หลังทำจะมีแผลลึกซึ่งอาจทำให้เจ็บเวลาเดินและต้องพักฟื้น แพทย์จึงมักแนะนำการทายาหรือจี้ความเย็นเป็นทางเลือกแรกก่อนครับ
สำหรับการจี้ความเย็น หลังทำมักเกิดตุ่มพองน้ำ สามารถโดนน้ำ ล้างสบู่ได้ตามปกติ แต่ห้ามเจาะหรือแกะตุ่มพองเด็ดขาด ส่วนการจี้ไฟฟ้าหรือผ่าตัด จะมีแผลเปิด ช่วง 1-2 วันแรกควรระวังไม่ให้แผลโดนน้ำ และทำแผลตามที่แพทย์สั่งอย่างเคร่งครัดครับ
สามารถรักษาได้ แต่แพทย์จะหลีกเลี่ยงการใช้ยาทาบางชนิดที่อาจดูดซึมเข้าสู่กระแสเลือด วิธีที่ปลอดภัยและเป็นที่นิยมสำหรับสตรีมีครรภ์คือการจี้ด้วยความเย็น (Cryotherapy) แนะนำให้ปรึกษาแพทย์เฉพาะทางก่อนรับการรักษาทุกครั้ง
เป็นข้อห้ามอย่างยิ่งครับ! การตัดหูดเองนอกจากจะไม่ช่วยให้หายขาดเพราะไม่ถึงรากหูดแล้ว อุปกรณ์ที่ไม่สะอาดยังเสี่ยงต่อการติดเชื้อแบคทีเรียรุนแรง และเลือดที่ไหลออกมาจะมีเชื้อ HPV ปนเปื้อน ทำให้หูดแพร่กระจายไปเป็นวงกว้างรอบๆ แผลเดิมครับ
ค่าใช้จ่ายในการรักษาจะขึ้นอยู่กับวิธีการรักษา ขนาดรอยโรค และจำนวนของหูดครับ ทางคลินิกแนะนำให้คนไข้เข้ามาพบแพทย์เพื่อตรวจประเมินรอยโรคเบื้องต้น ทางเราจะแจ้งประเมินค่าใช้จ่ายให้ทราบอย่างชัดเจนก่อนตัดสินใจทำการรักษาทุกครั้งครับ